Premier League
2018/2019

ข่าวฟุตบอลล่าสุด

5 สิ่งที่น่าสนใจหลังปืนหักคอไก่

news-header



อาร์เซน่อล เก็บชัยชนะในศึกนอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้ ได้สวยงามด้วยชัยชนะเหนือสเปอร์ส 4-2 หลังเร่งเครื่องรัว 3 ประตูแซงชนะในครึ่งหลัง พร้อมกับเบียดอริร่วมเมืองขึ้นไปอยู่ที่ 4 ของตารางได้อีกต่างหาก



นอกจากผลงานไร้พ่ายที่เพิ่มเป็น 19 นัดติดต่อกันในทุกรายการแล้ว นี่คือ 5 ประเด็นที่สนใจในเกมที่น่าจะเรียกได้ว่า "ดีสุด" และ "พีคสุด" ของปืนใหญ่นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลเป็นต้นมา



1) การแก้เกมที่ดีเยี่ยมอีกครั้งของ อูไน เอเมรี่




นับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกเปิดฤดูกาลเป็นต้นมา 14 นัด อาร์เซน่อลไม่สามารถนำคู่แข่งในครึ่งแรกได้เลย เกมนี้ตกเป็นรองสเปอร์สที่ได้ 2 ประตูพลิกแซงนำ 2-1 ก่อนพักครึ่ง แต่เอเมรี่ ก็แก้เกมฉับไวตั้งแต่นาทีแรกของครึ่งหลังที่ถอด เฮนริค มคิทาร์ยาน และ อเล็กซ์ อีโวบี้ ที่เล่นได้ไม่ดีออก แล้วส่ง อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ และ อารอน แรมซี่ย์ ลงแทน


2 ตัวสำรองลงมาพลิกเกมได้สำเร็จ แรมซี่ย์ จ่าย 2 ประตูให้ โอบาเมย็อง ยิงตีเสมอและแย่งบอลจากกองหลังสเปอร์สก่อนเปิดให้ ลากาแซตต์ 

ยิงนำ 3-2 ก่อนที่ ลูคัส ตอร์เรยร่า จะมายิงปิดปิดบัญชีตอกฝาโลงสนิท


สถิติตอกย้ำชัดเจนว่า "ครึ่งหลัง" คือช่วงเวลาของอาร์เซน่อล เพราะในครึ่งแรกยิงได้เพียง 8 ประตู แต่ตัวเลขเพิ่มขึ้น 3 เท่าเป็น 24 ประตูใน 45 นาทีแรกซึ่งเป็นสถิติมากกว่าทุกทีมในลีกตอนนี้




2) ประตูแรกแห่งความทรงของ ตอร์เรยร่า




ลูคัส ตอร์เรยร่า คือหนึ่งในแข้งใหม่ที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ เขาคือการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของสโมสรในรอบหลายปี


กองกลางทีมชาติอุรุกวัยเขามาอุดรอยโหว่ที่อาร์เซน่อลมีในหลายปีหลังหรือนับตั้งแต่หมดยุคของ ปาทริค วิเอร่า และ จิลแบร์โต้ ซิลวา


เรื่องการตัดเกมและแบ่งเบาะภาระกองหลังเป็นสิ่งที่กองกลางร่างเล็กทำได้อย่างไร้ที่ติ และทำให้แฟนบอลได้อุ่นใจอย่างมากเมื่ออยู่ในสนาม ที่ต้องลุ้นก็มีเพียงเมื่อไหร่จะยิงประตูได้


ประตูแรกมาจนได้และเกิดขึ้นในเกมดาร์บี้แมตช์ที่สำคัญที่สุดของอาร์เซน่อล แถมยังเป็นประตูที่ปิดตายโอกาสคัมแบ็กของสเปอร์สอีกต่างหาก




3) โอบาเมย็องของจริง




ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กลายเป็นนักเตะคนแรกของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ยิงได้ถึง 10 ประตูหลังกดเพิ่ม 2 ประตูล่าสุดใส่ตาข่ายสเปอร์ส


ไม่เพียงแต่ 2 ประตูที่ทำได้ หัวหอกทีมชาติกาบองยังป่วนแนวรับไก่เดือยทองได้ตลอดทั้งเกม เป็นคนเรียกฟาวล์ได้ฟรีคิกก่อนนำมาซึ่งจุดโทษประตูแรก และยังแทงทะลุช่องให้ ลูคัส ตอร์เรยร่า ยิงประตูปิดท้าย


นับตั้งแต่ย้ายมาเล่นในอังกฤษ โอบาเมย็อง กดไปแล้ว 20 ประตูในลีก มีเพียง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ของลิเวอร์พูลที่ยิงได้ 20 ประตูเท่ากันในช่วงเวลาดังกล่าว


สถิติทำประตูในพรีเมียร์ลีกของอดีตหัวหอกดอร์ทมุนด์ยังขึ้นแท่น "ดีสุด" ตลอดกาลด้วยตัวเลข 1 ประตูใน 103.5 นาที เหนือกว่ายอดดาวยิงทุกคนทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น เซร์คิโอ อเกวโร่, อลัน เชียเรอร์ หรือแม้แต่ เธียร์รี่ อองรี


นอกจากนี้ใน 10 ประตูฤดูกาลนี้ของ "โอบา" ยังมาจากการยิงตรงกรอบ 10 ครั้งอีกต่างหาก นับเป็นคนแรกในรอบ 11 ปีที่มีสถิติ "ตรงเป็นตุง" อีกด้วย




4) เสียดายหากแรมซี่ย์ต้องย้าย




อารอน แรมซี่ย์ คือหนึ่งใน 2 ซูเปอร์ซับที่ลงสนามช่วยให้อาร์เซน่อลพลิกกลับมาชนะได้สำเร็จจาก 2 แอสซิสต์ที่ทำได้ และไล่บี้ไล่กดดันแนวรับ

สเปอร์สจนผิดพลาดและเกิดช่องให้โจมตี แต่อีกสิ่งที่กองกลางทีมชาติเวลส์มีไม่น้อยกว่าใคร และน่าจะมากที่สุดในทีมคือ เขารู้ถึงความสำคัญของดาร์บี้แมตช์และรู้ว่าชัยชนะมีความหมายต่อแฟนบอลมากเพียงใด 


วินาทีที่นักเตะทั้งสองทีมมีเรื่องชุลมุนวุ่นวายกันตรงมุมธงตอนที่สเปอร์สได้ประตูตีเสมอ แรมซี่ย์ ก็วิ่งนำขบวนจากซุ้มม้านั่งสำรองไปช่วยเพื่อน 

คือทำให้เห็นว่าพร้อมกอดคอลุยเต็มที่ไม่ว่าจะอยู่ในสนามหรือตัวสำรอง เช่นเดียวกับสถานการณ์ตอนนี้ที่กำลังนับถอยหลังถึงวันอำลาทีม


สัญญาของ แรมซี่ย์ จะหมดลงในจบฤดูกาลนี้ ขณะที่การเจรจาสัญญาใหม่ก็ล้มเหลว ผลงานในหลายนัดที่ผ่านมาก็โดนวิจารณ์ว่า "ไม่เอา" แล้วกับทีมนี้เพราะแทบจะหานัดที่เล่นดีไม่ได้ ทว่าไม่ใช่กับนัดนี้ที่ แรมซี่ย์ แสดงออกทุกอย่างว่าเต็มที่กับทีมเสมอ และทำให้แฟนบอลต้องเสียดายแน่นอนหากถึงวันที่โบกมือลาทีม




5) บรรยากาศพีคสุดขีด




บรรดากูรูหลายคนมีเครื่องหมายคำถามกับ อูไน เอเมรี่ ว่าจะ "เอาอยู่" หรือไม่กับครั้งแรกใน 

"นอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้" ที่ดีกรีความร้อนแรงต่างจากเกมทั่วไป อีกทั้งลูกทีมหลายคนก็ไม่เคยเจอบรรยากาศที่เข้มข้นแบบนี้มาก่อน


แต่ เอเมรี่ และลูกทีมก็แสดงให้เห็นแล้วว่า สอบผ่านกับเกมแห่งศักดิ์ศรีที่ไม่มีใครยอมใคร ครึ่งแรกอาจพลาดจนปล่อยให้สเปอร์สแซงนำ 

แต่ครึ่งหลังก็โหมสุดตัวไปตามจังหวะของเกมจนกระทั่งเก็บชัยชนะที่ล้ำค่าที่สุดอีกนัดของฤดูกาลได้สำเร็จ


ความพีคเพิ่มขึ้นตามลำดับตั้งแต่ประตูตีเสมอ 2-2 ของ โอบาเมย็อง จากนั้นก็แซงนำ 3-2 จากลากาแซตต์ เสียงเชียร์ดั่งกระหึ่มอื้ออึงทั่วสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ก่อนพวยพุ่งถึงขีดสุดในประตูของ ลูคัส ตอร์เรยร่า


ผู้เล่นทั้งตัวจริงและสำรอง ทั้งหน้าใหม่หน้าเก่า ต่างกรูเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างเอาเป็นเอาตาย ทุกคนดื่มด่ำและปล่อยอารมณ์ไปกับบรรยากาศรอบข้างอย่างเต็มที่ ขณะที่แฟนบอลก็ฉลองสุดเหวี่ยง บ้าคลั่งเต็มที่กันไปเลย


ไม่ต่างจาก อูไน เอเมรี่ ที่ระเบิดอารมณ์ออกมาราวกับบอกให้ทุกคนรู้อีกครั้งว่าเขานี่แหละคือคนที่พร้อมแล้วสำหรับการนำอาร์เซน่อลก้าวสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว







-แมนคูเนี่ยน-