Premier League
2018/2019

ข่าวฟุตบอลล่าสุด

โชคดีแรมซี่ย์

news-header


เป็นที่เรียบร้อยและยืนยันเป็นอย่างทางการแล้วว่า อาร่อน แรมซี่ย์ เสร็จโรงเรียนยูเวนตุส และจะย้ายไปร่วมทีมแบบไร้ค่าตัวในซัมเมอร์นี้หลังหมดสัญญากับอาร์เซน่อล


อาร์เซน่อลและยูเวนตุสยืนยันเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า แรมซี่ย์ ตกลงล่วงหน้าย้ายเข้าอัลลิอัลซ์ สเตเดี้ยมในซัมเมอร์นี้พร้อมเซ็นสัญญา 4 ปี 

ขณะที่สื่อ ฺBBC ระบุว่ารับค่าเหนื่อยมากกว่า 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์


ย้ำ....มากกว่า 4 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์!! ทำให้แรมซี่ย์กลายเป็นผู้เล่นที่ได้รับค่าเหนื่อยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในลีกอิตาลี 

รองจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สตาร์ชาวโปรตุกีสที่ได้รับ 500,000 ปอนด์




สัญญาของแรมซี่ย์กับอาร์เซน่อลจะสิ้นสุดลงในจบฤดูกาลนี้ทำให้ย้ายทีมได้อย่างอิสระและเจ้าตัวก็เลือกแยกทางกับทีมหลังค้าแข้งมานาน 11 ปีเต็ม กองกลางทีมชาติเวลส์จะย้ายร่วมทีมยูเวนตุสยักษ์ใหญ่กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลีในซัมเมอร์นี้ โดยในปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้มีการตรวจร่างกายล่วงหน้ากันไปแล้ว 2 รอบก่อนตกลงในรายละเอียดของสัญญาส่วนตัว


ก่อนหน้านี้ ดาวเตะวัย 28 ปีได้รับความสนใจจากหลายทีมใหญ่ทั่วยุโรปไม่ว่าจะเป็น เรอัล มาดริด ที่มี แกเร็ธ เบล เพื่อนร่วมชาติค้าแข้งอยู่

และมีข่าวว่าพยายามชักชวนให้แรมซี่ย์ย้ายไปเล่นด้วยกันในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว เช่นเดียวกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, บาร์เซโลน่า, 

บาเยิร์น มิวนิค และอินเตอร์ มิลาน ที่ต่างรุมขายขนมจีบกันถ้วนหน้า


แต่สุดท้ายเป็น "ยูเวนตุส" ที่ได้ลายเซ็นของแรมซี่ย์ไปครองซึ่งในหลายปีหลังต้องยอมรับว่าเชี่ยวชาญอย่างมากในการดึงนักเตะฝีเท้าดีเข้าสังกัดแบบที่แทบไม่ต้องเสียเงินก้อนโต




แรมซี่ย์ ย้ายจากคาร์ดิฟฟ์มาเล่นให้อาร์เซน่อลในปี 2008 ด้วยค่าตัวราว 4.8 ล้านปอนด์ ตอนนี้ลงเล่นไปแล้ว 259 นัด ทำได้ 61 ประตู พาทีมได้แชมป์เอฟเอ คัพ 3 สมัย และคอมมูนิตี้ ชิลด์ อีก 2 สมัย


อาร์เซน่อล พยายามเจรจาสัญญาฉบับใหม่กับแรมซี่ย์เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว แต่ว่าคุยกันไม่ลงตัวสักที และเป็นทีมปืนใหญ่ที่ "ล้มโต๊ะ" ซะเองเพราะไม่ยอมจ่ายค่าเหนื่อยตามที่ตัวแรมซี่ย์ต้องการ เลือกที่จะปล่อยหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในทีมออกไปโดยที่ไม่ได้ค่าตัวแม้แต่สตางค์เดียว 


เหตุที่ต้องกัดฟันเลือกแบบนี้ เพราะสโมสรไม่สามารถแบกรับค่าเหนื่อยของนักเตะได้มากกว่านี้อีกแล้วหลังจ่ายค่าเหนื่อยก้อนโตในหลายดีล

โดยเฉพาะ 3 ดีลล่าสุดของ เมซุต โอซิล, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง และ เฮนริค มคิทาร์ยาน




โอซิล ต่อสัญญาใหม่เมื่อหน้าหนาวปีที่แล้วพร้อมรับค่าเหนื่อยสูงถึง 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ขณะที่ โอบาเมย็อง ก็รับเละ 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์หลังย้ายมาจากดอร์ทมุนด์ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เช่นเดียวกับ มคิทาร์ยาน ที่ฟาดถึงสัปดาห์ละ 180,000 ปอนด์

หลังสลับตัวย้ายทีมกับ อเล็กซิส ซานเชซ


3 คนนี้ทำให้อาร์เซน่อลหมดงบไปถึงสัปดาห์ละ 730,000 ปอนด์ซึ่งเป็นตัวเลือกที่สูงทีเดียวเพราะหากคิดเป็นหนึ่งปีก็มหาศาลเกือบ 39 ล้านปอนด์ ซึ่งตรงเงินส่วนนี้สามารถนำไปซื้อตัวผู้เล่นใหม่ๆได้เลย


เมื่อบอร์ดบริหารอาร์เซน่อลฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ค่าเหนื่อยที่ให้ โอซิล รวมถึงอีก 2 คน "มาก" เกินไป จึงไม่อยากทุ่มไปกับแรมซี่ย์อีก สุดท้ายก็เลยเลือกทางออกที่เจ็บปวดนี้แทน


แน่นอนว่าการต้องเสีย อาร่อน แรมซี่ย์ ออกจากทีมฟรีๆ แบบนี้คือ "ความล้มเหลว" ของอาร์เซน่อลอย่างแท้จริงเพราะนักเตะระดับนี้ควรต้องเรียกค่าตัวได้ระดับ 50 ล้านปอนด์หากอยู่ในสัญญาปกติ




อาร์เซน่อลล้มเหลวมากหลายครั้งในการบริหารสัญญานักเตะไล่ตั้งแต่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่, อเล็กซ์-ออกเลด แชมเบอร์เลน, แจ็ค วิลเชียร์, 

อเล็กซิส ซานเชซ และล่าสุดกับ แรมซี่ย์


บางคนจำต้องปล่อยในราคาสุดถูก บางคนก็ต้องปล่อยฟรี และบางคนก็ต้องเอาไปแลกกับนักเตะอีกเกรดเพราะปล่อยให้สัญญาเข้าสู่ระยะสุดท้าย

จนสายเกินไปที่จะคุยสัญญาใหม่กันอีก


ที่ต่อสัญญากันได้อย่าง เมซุต โอซิล ก็ต้องทุ่มค่าเหนื่อยก้อนโตล่อใจ จนสุดท้ายกลายเป็นส่งผลกระทบในวงกว้าง นักเตะคนอื่นในทีมก็ต้องยึดเอากรณีของดาวเตะเชื้อสายเติร์กเป็นบรรทัดฐานในการต่อรอง


ในช่วงที่ผ่านมา โครงสร้างการบริหารของอาร์เซน่อลเปลี่ยนไปอย่าง ผู้บริหารเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยน สถานการณ์ของ อาร่อน แรมซี่ย์ ก็ไม่เหมือนเดิม


จากตอนแรกที่เจ้าตัวหวังจะได้ต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไป เพราะต้องการเล่นให้อาร์เซน่อลอยู่แล้ว กลายเป็นต้องนับถอยหลังเตรียมอำลาทีมอย่างเป็นทางการ


ในมุมของ แรมซี่ย์ ณ ตอนนี้ ไม่ได้มีความรู้สึกเหมือนเดิมอีกแล้วเพราะเข้าใจลึกซึ้งอย่างดีกับการถูก "เลือกปฏิบัติ" จากสโมสร 

และด้วยคุณภาพฝีเท้าที่มีระดับหนึ่งอยู่แล้วยิ่งทำให้ตัดสินใจได้ง่ายสำหรับการย้ายออกไปเพราะสิ่งที่ดีกว่า


อดีตมีไว้เพื่อเรียนรู้และแก้ไข แต่อาร์เซน่อลพวกเขาไม่เคยหลาบจำกับเรื่องราวเหล่านี้เลย ทั้งที่มันเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว แต่อาร์เซน่อลไม่เคยนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาบ้างเลย เกิดขึ้นยังไงก็เกิดขึ้นแบบนั้นต่อไป


ส่วนในมุมของแฟนบอลอาร์เซน่อล สิ่งที่ทำได้ก็คงมีเพียงยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นและได้แต่บ่นเสียดายกับการต้องเสียนักเตะฟรีๆ อีกคน


แรมซี่ย์ จะไม่ใช่คนสุดท้ายแน่นอน ตราบใดที่อาร์เซน่อลยังอ่อนหัดในการบริหารจัดการและยึดนโยบายรัดเข็มขัด

จนไม่สามารถทุ่มค่าตัวหรือค่าเหนื่อยสู้กับทีมอื่นใด






สุดท้ายฝ่ายที่เจ็บปวดและเสียหายมากที่สุด ก็คือสโมสรอาร์เซน่อลนั่นเอง







-แมนคูเนี่ยน-