Premier League
2018/2019

ข่าวฟุตบอลล่าสุด

เรียกความมั่นใจกลับมา

news-header


ความพ่ายแพ้ให้กับ สเปอร์ส ในเกมดาร์บี้แมตช์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เหมือนเป็นการดึงให้พลพรรคสิงห์บลูส์ แห่งกรุงลอนดอน กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงว่าปีนี้ทีมอาจจะยังไม่ดีพอที่จะก้าวไปเป็นทีมลุ้นแชมป์ลีก


เชลซี ออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ไร้ความพ่ายแพ้ จนกระทั่งมาโดนสเปอร์สเปิดซิงในนัดล่าสุด แต่ก็มีหลายนัดที่จวนไปเจียนมา 

รวมถึงพึ่งความมหัศจรรย์ของ เอแด็น อาซาร์ เอาตัวรอดมาได้


จนกระทั่งความจริงก็ปรากฏว่าขนาดของทีมนั้นยังไม่ใหญ่พอสำหรับหมุนเวียนตัวสำรองลงมาแก้เกมได้ยามที่ตัวจริงเล่นไม่ออก


เมาริซิโอ ซาร์รี่ ยืนยันมาตลอดว่าการยกระดับทีมก็คือการพัฒนาผู้เล่น ไม่ใช่การซื้อนักเตะใหม่มาเสริม เขาเชื่อในการช่วยนักเตะในทีมให้เข้าใจการเล่นของทีมซึ่งผู้เล่นก็จะช่วยทำผลงานให้ดีได้ในที่สุด


แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่านอกจาก 11 ผู้เล่นตัวจริงของทีมแล้ว แม้กระทั่งสำรองข้างสนามยังไม่ดีพอที่จะต่อกรกับทีมลุ้นแชมป์

อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แถมยังต้องบอกว่าห่างอยู่ช่วงหนึ่งด้วยซ้ำ




เกมกับ ฟูแล่ม ถือเป็นนัดที่จัดผู้เล่นตามผลงานโดยเฉพาะในแนวรุกที่ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ที่เพิ่งกดสองประตูในเกมยุโรปเกมนี้ได้ลงเล่นต่อเลย

โดยมี เอแด็น อาซาร์ ฟิตกลับมาทำเกมรุก ส่วนอีกคนเป็น เปโดร โรดริเกซ ได้เล่นก่อน วิลเลี่ยน ส่วนตำแหน่งที่เหลือก็เหมือนเดิมทั้งหมด ทั้งกองหลังและกอกลาง ที่แทบจะไม่เปลี่ยนเลย


ซึ่งด้วยศักยภาพที่เหนือแถมยังอยู่ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ทำให้มาตรการต่างๆในเกมชี้ใช้ออกในง่ายขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการครองบอล

ที่แถมยังอยู่กับนักเตะเจ้าถิ่นทั้งหมด และทุกอย่างก็มาเข้าที่เข้าทางอย่างรวดเร็วจังหวะที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ตัดบอลได้ก่อนไหลให้ เปโดร ล็อคหลอกในเขตโทษก่อนยิงด้วยซ้ายเข้าไปตั้งแต่นาทีที่ 4 ของเกม




เคลาดิโอ รานิเอรี่ วางแผนมาให้ลูกทีมเล่นบอลสั้นบวกกับการบีบเกมสูงกดดันเจ้าถิ่น แต่ต้องยอมรับว่าคุณภาพของนักเตะที่เป็นรองเยอะ

ทำให้ผลที่ออกมานั้นกลายเป็นวิ่งเหนื่อยเปล่า คนละเรื่องกับ สเปอร์ส ที่บีบจน เชลซี แทบจะพลิกหนีไม่ได้เลย


" สิงห์บลูส์" ยังคงต่อบอลสั้นตามสไตล์แบบไม่ยากเย็นนัก ต่างจากทาง ฟูแล่ม ที่พยายามสู้ด้วยบอลสั้นเหมือนกันแต่โดนตัดจนเกือบเสียประตูอยู่บ่อยครั้ง


ครึ่งแรกเกมของ เชลซี เป็นในแบบที่ควรจะเป็น ,ได้ประตูขึ้นนำ, ครองเกมแทบจะข้างเดียว, เกมรุกทั้งสองข้างเติมได้ลุ้นอยู่แทบจะตลอด, แนวรับมีการวางบอลตัดแนวรับคู่แข่งให้เห็น ทุกอย่างที่ได้เห็นมาตลอดในซีซั่นนี้




ทว่าสิ่งที่หายไปก็คือ จอร์จินโญ่ ที่แทบไม่ได้บอลเลย เหมือนกับ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ได้ดูเกมที่สิงโตแห่งลอนดอนพ่ายแพ้ให้กับ สเปอร์ส 

ที่ตัดกองกลางทีมชาติอิตาลีออกจากเกมแล้วจะทำให้เกมของ เชลซี ลดความน่ากลัวลงไป ซึ่งก็ทำได้ดี แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือเรื่องของคุณภาพเกมที่สู้กันไม่ได้


จริงอยู่ในช่วงครึ่งทางของครึ่งหลังบอลอยู่ในการครอบครองของ เชลซี เป็นส่วนใหญ่ แต่เล่นไปเล่นมากลายเป็นว่าจังหวะเข้าทำเริ่มตัน การต่อบอลกลับไปสามารถเปิดช่องคู่แข่งได้เลย


แถมทีมยังเกือบโดนตีเสมออีกด้วยจากลูกเตะมุมที่ คาลั่ม แชมเบอร์ส โหม่งเต็มหัวติดเซฟ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า 

ส่วนอีกครั้งที่ มาร์กอส อลอนโซ่ เสียบอลทางซ้ายสุดท้ายโดน แชมเบอร์ส กดด้วยขวานอกกรอบเดือดร้อนถึง เกปา ต้องออกแรงพุ่งปัดเอาไว้อีก


เมาริซิโอ ซาร์รี่ อยู่เฉยไม่ได้ขยับเปลี่ยนคนแรกเอา รูเบน ลอฟตัส-ชีค ลงมาเล่นแทน มาเตโอ โควาซิช ที่เจ็บ ก่อนที่จะเอา อัลบาโร่ โมราต้า ลงมาเล่นแทน โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ที่วันนี้มุ่งมั่นเป็นพิเศษเพียงแต่ไม่มีสกอร์มาฝากเท่านั้น


โมราต้า ที่ลงมาไม่ถึงสองนาทีก็มีโอกาสใกล้เคียงกับการพังประตูได้จังหวะที่แนวรับ ฟูแล่ม จ่ายบอลไปมาโดน เอแด็น อาซาร์ ฉกไปยิง 

เซร์คิโอ รีโก้ พุ่งปัดบอลไม่ไปไหนดาวยิงสเปนปราดเข้าหาบอลยิงมุมก็ไม่ได้แคบอะไรมากแต่ซัดข้ามคานออกไปแบบไม่ได้ลุ้นเลย




ที่สุดแล้วทีมก็มาได้ประตูจังหวะต่อเกมที่ยอดเยี่ยมก่อนที่ เอแด็น อาซาร์ จะไหลให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค ตัวสำรองในยิงคนเดียวตุงตาข่ายในนาทีที่ 82 ช่วยให้ทีมหายใจคล่องขึ้นเยอะในช่วงท้ายก่อนจะรักษาสกอร์จนจบเกม


ถือว่าการเปลี่ยนตัวของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ สร้างความคึกคักของทีมให้กลับมาอีกครั้งหลังจากที่ดูจะเนือยๆลงไปอยู่เหมือนกัน


ชัยชนะในเกมนี้ทำให้ช่องว่างกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับมาอยู่ที่ 7 คะนนเท่าเดิมซึ่งก็ถือว่าเยอะพอสมควรเมื่อมองจากผลงานของฝั่ง "เรือใบ" 

ที่ไม่แผ่วเลย แถมประตูบวก เชลซี ยังเป็นรองสุดกู่อยู่ถึง 18 ลูก แต่สามแต้มที่ได้มาก็ถือเป็นนิมิตรหมายอันดีของทีมหลังจากความพ่ายแพ้

ต่อ สเปอร์ส เป็นการกลับมาที่ทำให้รู้ว่าเมื่อทีมพลาดก็ยังจะกลับมาได้ในเกมถัดไป


กลางสัปดาห์นี้ทีมจะบุกไปเยือน วูล์ฟแฮมป์ตัน ก่อนที่วันเสาร์หน้าจะเปิดบ้านทำศึกบิ๊กแมตช์รับมือ แมนฯ ซิตี้ ถือเป็นเกมชี้ชะตาที่จะวัดกันเลย หากทีมจะลุ้นแชมป์ต้องคว้าชัยชนะให้ได้อย่างเดียวเท่านั้น





 

 หากสิงห์บลูส์จะหวังลุ้นแชมป์แบบจริงๆจรังๆ เกมนี้ต้องไม่พลาดท่าแก่ผู้มาเยือน แต่ถ้าเกิดพลาดท่าคาถิ่นขึ้นมา คงต้องโบกมือลาเรื่องลุ้นแชมป์ไปได้เลย....







-แมนคูเนี่ยน-