Premier League
2018/2019

ข่าวฟุตบอลล่าสุด

อุรุกวัย ดินแดนที่ไม่เคยขาดกองหน้าระดับโลก

news-header


เมื่อเอ่ยถึงประเทศอุรุกวัย จะนึกถึงอะไรบ้าง ? บางคนรู้เป็นประเทศที่อยู่ในอเมริกาใต้ หรือบางคนยังไม่รู้จักประเทศนี้ด้วยซ้ำ มีความน่าสนใจด้วยหรอ แต่ถ้ากล่าวถึงในเรื่องฟุตบอล แน่นอนหลายคนรู้จักประเทศนี้เป็นอย่างดีแน่นอน


อย่างที่ทราบกัน อุรุกวัย คือทีมแรกที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี 1930 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ และอีก 20 ปีต่อมา ในปี 1950 พวกเขาก็ผงาดคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ได้สำเร็จ ด้วยการไปเอาชนะชาติเจ้าภาพอย่างบราซิลถึงถิ่นมาราคาน่า


นอกจากนี้ พวกเขายังคว้าแชมป์โกปา อเมริกา อีก 15 ครั้ง มีเหรียญทองโอลิมปิกอีก 2 ครั้ง ที่อุรุกวัยในดินแดนอเมริกาใต้ พวกเขามีประชากรอาศัยอยู่ราว 3,500,000 คน เมื่อเทียบกับ 2 มหาอำนาจลูกหนังอเมริกาใต้ อย่างอาร์เจนตินา 44 ล้านคน และบราซิล 209 ล้านคน นั่นเรียกได้ว่าเทียบกันไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว


แต่ด้วยประเทศที่มีประชากรทั้งหมดเพียงครึ่งหนึ่งของประเทศลาว พวกเขาสามารถใช้พื้นที่ของโลกลูกหนังสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองขึ้นมาได้


แต่อะไรคือจุดเด่นของพวกเขากันล่ะ ?? ในรอบ 25 ปีที่ผ่านมาอุรุกวัยได้ผลิตกองหน้าซึ่งสามารถดึงดูดสายตาจากคนทั่วโลกได้อย่างแท้จริง




อัลวาโร่ เรโคบา, ดีเอโก้ ฟอร์ลัน, หลุยส์ ซัวเรซ, เอดินสัน คาวานี่ และ คริสเตียน สตูอานี่

กลุ่มเหล่านี้ คือบรรดากองหน้าชื่อก้องของวงการฟุตบอลที่ติดยี่ห้อ "เมด อิน อุรุกวัย" ที่แฟนบอลหลายคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี


ในรอบ 25 ปีที่ผ่านมาอุรุกวัยได้ผลิตกองหน้าซึ่งสามารถดึงดูดสายตาจากคนทั่วโลกได้อย่างแท้จริง หากจะพูดถึงบุคคลต้นแบบคงไม่น่าเซอร์ไพรส์ถ้าเท้าซ้ายของ อัลวาโร่ เรโคบา คือสิ่งนั้นเขาเป็นนักล่าประตูที่ยิ่งใหญ่มากกว่าที่จะเป็นนักล่าประตูชั้นยอด และ เจ้าตัวยังถือเป็นนักเตะที่มีเทคนิคโดดเด่นมากที่สุดตลอดกาลคนหนึ่งของอุรุกวัย




เจ้าของฉายา "เอล ชีโน่" ได้แสดงให้เห็นว่าเท้าซ้ายของเขามีเวทมนต์อย่างไรบ้าง เมื่อเขาเปิดตัวในสีเสื้อ น้ำเงิน-ดำ อินเตอร์ มิลาน ด้วยการลุกจากม้านั่งสำรองในขณะที่ทีมมีสกอร์ตามหลัง และยิง 2 ประตูจากระยะทางรวมกันกว่า 70 หลา ซึ่งทำให้ยอดแข้งอย่าง โรนัลโด้ ต้องอ้าปากค้างกันมาแล้ว


จริงๆ แล้ว พรสวรรค์ของ "เอล ชีโน่" ถูกค้นพบในช่วงปลายยุค 2000 เมื่อทีมงูใหญ่ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่มีรายได้มากที่สุดในโลกลูกหนัง


11 ประตูจาก 69 นัดที่รับใช้ทีมชาติมันเป็นตัวเลขที่ถือว่าน้อยมากหากเทียบกับชื่อเสียงของเขา แต่ก็นั่นแหละ ทุกความทรงจำ ทุกย่างก้าวที่เขาได้สร้างขึ้นคือแรงบัลดาลใจให้กับบรรดารุ่นน้องของทีมจอมโหด




คนต่อมานั่นคือ ดีเอโก้ ฟอร์ลัน เขาเติบโตในอะคาเดมี่ของ ดานูบิโอ ก่อนที่จะย้ายไปยัง อินเดเพนเดียนเต้ เริ่มฉายแววได้โดดเด่น 

จนแมนฯ ยูไนเต็ด คว้าตัวไปร่วมทีม แม้ว่าจะไม่สามารถแจ้งเกิดกับปีศาจแดงได้สำเร็จ แต่อย่างน้อย 2 ประตูที่ยิงใส่ลิเวอร์พลู ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำเสมอ ก่อนจะย้ายไประเบิดฟอร์มกับ บียาร์เรอัล และแอต.มาดริด




ต่อมา หลุยส์ ซัวเรส และ เอดิสัน คาวานี่ ทั้งคู่เป็นกองหน้าเบอร์ 1 ของอุรุกวัยในตอนนี้ ถล่มประตูได้อย่างสม่ำเสมอ และช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์กันนับไม่ถ้วน แม้ทั้งคู่จะเข้าสู่วัยหลัก 3 แล้วก็ตาม ในนามทีมชาติทั้งคู้ยิงรวมกันไป 137 ประตู และมันก็ยังจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ แน่

แม้ ฟอร์ลัน จะยุติการค้าแข้งไปแล้ว และ คาวานี่ กับ ซัวเรซ ก็อยู่ในวัยที่ทะลุเลข 30 ซึ่งคุณอาจคิดว่ายุครุ่งเรืองของกองหน้าจากอุรุกวัยจะหมดสิ้นแล้ว


แต่เปล่าเลย..ยังมีกองหน้าหนึ่งคนโผล่ขึ้นมานาม คริสเตียน สตูอานี่ ของ คิโรน่า ในซีซั่นนี้เขาซัดไปแล้ว 15 ตุง เป็นรองเพียงแค่ เมสซี่ และซัวเรส ก็ตาม


เมื่อฤดูกาลที่แล้ว สตูอานี่ ซัลโวไป 21 ประตูในลีก ซึ่งก็มีเพียงแค่ เมสซี่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ซัวเรซ และ ยาโก้ อัสปาส ที่ทำได้เยอะกว่าเขา


อย่างไรก็ตาม สตูอานี่ วัยล่วงเลยมาถึง 32 ปีแล้ว ดังนั้นช่วงเวลาในนามทีมชาติก็ใกล้จะหมดลงเต็มทีเช่นกัน


หรือนี่จะเข้าสู่ยุคมืดของอุรุกวัยซะแล้ว ?




ช้าก่อน ทัพ "ลา เซเลสเต้" นั้นยังคงเดินหน้าพัฒนาดาวยิงคนใหม่ให้ขึ้นชั้นมาประดับวงการได้อยู่ เขาคนนั้นก็คือ มักซี่ โกเมซ จาก เซลต้า บีโก้ โกเมซ เริ่มต้นอาชีพกับ เดเฟนซอร์ สปอร์ติ้ง ก่อนที่เขาจะย้ายมาเวทีลา ลีกา ในปี 2017


ผลงาน 17 ประตู จาก 36 นัดในลีกเมื่อปีก่อนคงไม่ใช่เรื่องฟลุกแน่ และในฤดูกาลนี้เขาก็ยิงไปแล้วถึง 9 ลูกด้วยกัน


แม้ตอนนี้ โกเมซ จะเพิ่งติดทีมชาติไป 9 นัด และยังอยู่ภายใต้ร่มเงาจากทั้ง คาวานี่ และ ซัวเรซ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรถ้า โกเมซ จะได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากพวกเขา










น่าสนใจว่า มักซี่ โกเมส จะเรียนรู้จากรุ่นพี่ทั้งสองคนได้แค่ไหน และจะสามารถก้าวมาเป็นยอดกองหน้าคนต่อไปของอุรุกวัย และของวงการฟุตบอลได้หรือไม่









-แมนคูเนี่ยน-