Premier League
2018/2019

ข่าวฟุตบอลล่าสุด

สะดุดขาตัวเองอีกแล้ว

news-header


จากผลงานอันย่ำแย่อย่างต่อเนื่องของทีมในพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอย่าง สเปอร์ส เริ่มทำให้เหล่าบรรดาทีมที่ต้องการเบียดขึ้นไปอยู่ในท็อปโฟร์เริ่มมีความหวังกันมากขึ้นกว่าเดิม


เชลซี , แมนฯ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล จากที่เบียดแย่งอันดับ 4 เพียงแค่พื้นที่เดียวเท่านั้น "เค้ก" ชิ้นนี้เริ่มมีทีท่าว่าจะมีให้ได้ลุ้นกันเพิ่มอีกหนึ่งพื้นที่ จากหนึ่งเดียวต้องแย่งกันสามทีมมาเป็นสองอันดับกับสี่ทีม ก็ถือว่าเปอร์เซ็นต์ของแต่ละทีมถูกเพิ่มมากขึ้น


ภายหลังความพ่ายแพ้ให้กับ แมนฯ ซิตี้ ในเกมคาราบาว คัพ ทัพ "สิงห์บลูส์" แสดงให้เห็นแล้วว่าสปิริตในทีมที่ดูเหมือนจะแตกออกกลับเหนียวแน่นมากกว่าเดิมอย่างที่นักเตะในทีมต่างออกมาพูดกัน เพราะหลังจากนั้นทีมคว้าชัยสามเกมรวดทั้งในลีกและยูโรปา ลีก โดยเฉพาะการเอาชนะคู่แข่งโดยตรงอย่าง สเปอร์ส มาได้


2 คะแนนที่ตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด และ 5 แต้มที่ตามหลัง "ไก่เดือยทอง" (ก่อนเริ่มเกมวันอาทิตย์) กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปแล้วในตอนนี้สำหรับพลพรรคสิงห์บลูส์




แต่นั่นก็หมายความว่าทีมก็ต้องไม่ปล่อยให้โอกาสที่ลอยมาหลุดมือไปหรือไปพลาดแบบไม่ควรจะพลาดเหมือนในเกมพ่าย บอร์นมัธ, แพ้ เลสเตอร์ หรือเสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน ให้เกิดขึ้นอีก


เพราะจาก 4 เกมที่กล่าวมา มองจากความเป็นจริง เชลซี ควรได้ 12 คะแนนเต็ม ไม่ใช่แค่แต้มเดียว ไม่อย่างนั้นทีมก็คงนั่งสบายใจอยู่ในอันดับ 3 ของตารางไปแล้ว แถมยังจะแอบลุ้นถึงแชมป์ได้เลยด้วย


เกมนี้เชลซีขนชุดใหญ่จัดเต็ม ดาวิด ลุยซ์ ได้กลับมาจับคู่กับ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ อีกครั้ง หลังจากที่สองเกมที่ผ่านมาทั้งคู่สลับกันเล่น

โดยมี อันเดรียส คริสเตนเซ่น ที่ได้ลงเล่น ส่วนแดนกลางกับแดนหน้ายังเหมือนเดิม ได้ อาซาร์ ที่ได้พักเต็มๆจากเกมยุโรปกลับคืนตัวจริงอีกครั้ง


เกมที่แทบจะครองบอลบุกอยู่ข้างเดียวตลอดครึ่งแรกของ เชลซี แทบไม่ได้สร้างโอกาสทำประตูแบบเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะการประสานงานที่มีให้เห็นน้อยมาก




แต่ที่ผ่านมาก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้วยามที่ "สิงห์บลูส์" ได้บอล เกือบ 90% ผู้เล่นมักจะมองหา เอแด็น อาซาร์ ก่อนใคร ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วว่าตัวเก่งแบบนี้ย่อมต้องโดนคู่แข่งคอยตามไม่ต่ำกว่า 2 คน แม้ว่าจะสามารถดึงตัวประกบออกมาได้ แต่ต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพของเพื่อนยังไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก


โดยเฉพาะในแดนกลางที่แทบไม่เข้าเติมขึ้นมาช่วยแถวสองเท่าไรนัก ทีเด็ดจากจังหวะยิงไกลแทบไม่มีให้เห็น ทำให้ "ภาระ" ในเกมรุกแทบจะไปตกอยู่ที่ เอแด็น อาซาร์ เพียงคนเดียว ซึ่งตลอดครึ่งแรกแสดงให้เห็นเลยว่าเจาะโซนรับอันแข็งแกร่งของ วูล์ฟส์ ไม่เข้า การเปิดบอลจากทางด้านข้างทั้งสองฝั่งก็ออกแนวทิ้งขว้างไปซะมากกว่า


ออกสตาร์ทครึ่งหลังเกมยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง กระทั่งผ่านมาเกือยหนึ่งชั่วโมงของเกม ทีมเยือน มีโอกาสครั้งแรกและก็ได้ประตูจากจังหวะสวนกลับทีเดียวที่กองหลัง เชลซี ดันเกมสูงถึงครึ่งสนาม สุดท้ายโดน ราอูล ฮิเมเนซ ที่ประสานงานกับ ดีโอโก้ โชต้า ก่อนยิงบอลติดบล็อค เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ที่พยายามมาช่วยป้องกัน บอลผ่าน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เข้าไป


ต้องปรบมือให้กับทาง "หมาป่า" ที่เล่นไม่มากจังหวะเลยและใช้คนในแนวรุกไม่มาก ใช้ความสามารถของนักเตะและช่องโหว่ของเจ้าถิ่นได้อย่างสาสม




20 นาทีสุดท้าย ซาร์รี่ เปลี่ยนตัวแบบถูกใจแฟนบอลด้วยการส่ง วิลเลี่ยน ลงมาเล่นแทน จอน์จินโญ่ ถือเป็นการถอดตัวรับแล้วส่งตัวรุกลงไปเพิ่มเพื่อเดินเกมบุกเต็มตัว


เชลซี โหมหนักมาจริงๆแต่ 11 คนของ วูล์ฟส์ ไปกองอยู่หน้าเขตโทษตัวเองแทบทั้งหมด วิลเลี่ยน ลงมาทำให้ทีมพอมีทีเด็ดจากจังหวะส่องจากนอกกรอบบ้าง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะกดสูตรติดอะไรได้บ่อยๆ


แต่สุดท้าย "สิงห์บลูส์" ที่นวดอย่างหนักก็มายิงตีเสมอได้สำเร็จในช่วงทดเจ็บจากลูกเตะมุมสั้นที่ เอแด็น อาซาร์ หาช่องกดด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งเสียบเสาเข้าไปจนได้


ความหวังเล็กๆที่แฟนเชลซีกระตุ้นทีมอย่างหนักในช่วง 2-3 นาทีที่เหลือไปโดน วูล์ฟส์ ดึงเกมช้าสุดท้ายเกมจบลงด้วยผลเสมอ


หนึ่งคะแนนอาจจะเป็นที่น่าพอใจสำหรับทีมเยือน แต่เป็นที่น่าผิดหวังของฝั่ง เชลซี เป็นอย่างยิ่ง ที่ทิ้งโอกาสในการเก็บแต้มในช่วงที่ สเปอร์ส กำลังพลาดและ อาร์เซน่อล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปตัดแต้มกันเอง


เชลซี ทำทุกอย่างที่ควรจะทำ บุกใส่แทบจะข้างเดียว, เปลี่ยนตัวได้ถูกใจแฟนบอล, แนวรุกได้ลงเต็มทีม เพียงแต่มันยังไม่เพียงพอให้ทีมคว้าสามแต้มได้ในเกมนี้เท่านั้น


เกมนี้โชคดีที่สุดท้ายทีมตามตีเสมอได้ หนึ่งคะแนนก็ยังดีกว่าลงเอยด้วยความพ่ายแพ้





แต่จะให้ว่ากันตามตรงคงต้องบอกว่าทีมทำแต้มหล่นไป 2 คะแนนมากกว่า








-แมนคูเนี่ยน-