Premier League
2018/2019

ข่าวฟุตบอลล่าสุด

ปาฏิหาริย์ที่ปารีส

news-header


มองตามหน้าเสื่อทั้งสกอร์ , รูปเกม และความพร้อม ใครจะไปเชื่อว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะบุกไปเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง ถึง ฝรั่งเศส


หากใครที่ไม่ใช่แฟน "ปีศาจแดง" เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยคงไม่มีใครเชื่อ "น้ำยา" ของลูกทีม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แน่นอน หรือแม้แต่เด็กผีบางส่วนก็ยากเกินกว่าที่จะเชื่อว่าทีมพลิกนรกเข้ารอบได้ เพราะปัจจัยหลายอย่างมันไม่เอื้ออำนวย


อย่างที่เรียนไปปัญหาใหญ่คือสกอร์ที่ตามหลัง 2 ประตู และแถมแกนหลักในทีมต้องหายไปถึง 10 ราย (เจ็บ 9 แบน 1) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแข้งในทีมชุดใหญ่ โดยเฉพาะแดนกลางสามประสานที่หายหน้าไปหมดทั้ง ปอล ป็อกบา (แบน) รวมไปถึง อันเดร์ เอร์เรร่า และ เนมานย่า มาติช (บาดเจ็บทั้งคู่)


แต่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กลับแสดงถึงกึ๋นที่หลายคนแสดงความสงสัยในช่วงที่ผ่านมา หลังจากโดนเล่นงานในนัดแรก เขาต้องหาวิธีการมาจัดการ โดยเกมล่าสุดจัดแผน คลาสสิค 4-4-2 ลงสู้ โดยการดัน แอชลี่ย์ ยัง ไปเล่นปีกขวา แล้ว ให้ เอริค ไบยี่ ลงเล่นแบ็กขวา




การยืนทีแรกนั้นอาจจะยังคงสับสนโดยเฉพาะทางขวาของทีมที่จะเห็น ยัง และ ไบยี่ ยืนซ้อนตำแหน่งทำให้ อังเคล ดิ มาเรีย และ ฆวน เบร์นาต 

มีช่องโจมตี สร้างความอันตรายทั้งการทำเกมและสอดเข้าเขตโทษ 


ทว่าหลังจาก ดีโอโก้ ดาโลต์ ลงมาแทน ไบยี่ ในช่วงท้ายครึ่งแรก อะไรๆก็ดูดีขึ้นมา และปรับหมากเป็น 4-3-3 โดยให้ไอ้หนูโปรตุเกสขยับไปเล่นปีกขวา ทำให้เกมรุกมีความวูบวาบมากขึ้น โดยเฉพาะการยืนตำแหน่งที่ไม่สับสน ซึ่งส่งผลไปยังแดนกลางที่ไล่กวดตามพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย


สิ่งที่สำคัญอีก 1 อย่างจากนัดที่ผ่านมาคือความผิดพลาดแบบไม่น่าให้อภัยของ เปแอสเช ที่มอบของขวัญล้ำค่าให้กับทาง โรเมลู ลูกากู ถึงสองจังหวะ




ถึงจะเป็นจังหวะที่คนอื่นๆมองว่า "ส้มหล่น" หรือ "มีโชค" หรืออะไรก็ตามแต่ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในเกม และต้องยกเครดิตให้ "พี่ตู้เย็น" 

ที่อาศัยความขยันทั้งสองจังหวะซึ่งนำมาถึงการได้ประตู เพราะหากเข้าไม่ตามบอลหรือตามเกมไม่ทัน จังหวะที่ว่านั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์อย่างแน่นอน


ภาพรวม เปแอสเช เล่นได้เหนือกว่านะครับ แต่อีกมุมนึงมันก็คือการจงใจปล่อยให้ครองบอล โซลชา กำชับลูกทีมให้เล่นอย่างอดทน และเมื่อโอกาสมาเมื่อไหร่ต้องเฉียบคม


การออกนำได้ก่อน ทำให้ทีมมีความมั่นใจ และแม้ว่าจะถูกตีเสมอก็ยังไม่เสียขบวน เหมือนทีมมีการเตรียมใจมาแล้วว่าอาจจะต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้




จุดเปลี่ยนสำคัญมาเกิดขึ้นในนาทีที่ 30 เมื่อ แรชฟอร์ด ลองยิงไกลหน้ากรอบเขตโทษ เป็นการยิงแบบ knuckle shot หรือลูกข้อเท้า บอลพุ่งเร็ว และตกลงก่อนถึงมือประตู ทำให้ บุฟฟ่อน เสียจังหวะรับซองแตก ก่อนที่ ลูกากู ที่วันนี้กลายร่างจากตู้เย็นกลายเป็นฉลามได้กลิ่นคาวเลือด ปรี่เข้าไปซ้ำให้ปีศาจแดงแซงนำ 2-1


การได้ประตูนี้ถือว่าสำคัญเลย เพราะต้องการลูกเดียวจะพลิกกลับมาเข้ารอบเลย แถมเวลายังเหลืออีกบาน ขณะเดียวกัน มันยังทำให้ เปแอสเช เล่นด้วยความกังวลมากขึ้นด้วย


ครึ่งหลังก็ยังไม่มีสกอร์ขยับ เปแอสเช ของ โธมัส ทูเคิ่ล ครองบอลเยอะกว่าตามคาด แต่เลือกที่จะเล่นเพลย์เซฟ ไม่ได้บุกกระหน่ำมากมาย 

เพราะสกอร์ 2-1 หากโดนอีกลูกคือแพ้เลย โอกาสในครึ่งหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็น้อยมาก คือแทบจะไม่ได้ยิงเลย แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือทุกคนไม่ถอดใจ เล่นอย่างอดทนและรอคอยเวลา บอกกับตัวเองว่า "ขอทีดียวเถอะวะ!"




และแล้วเหตุการณ์ที่แฟนบอลปิศาจแดงรอคอยก็เกิดขึ้น


ถือเป็นดราม่าที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาบีบหัวใจ สัญญาณ "วีเออาร์" ถูกส่งไปยัง ดาเมียร์ สโคมีน่า ซึ่งท่านเปาจากสโลวิเนียเดินไปข้างสนามเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจ


ช่วงเวลาบีบคั้นทั้งแฟนบอล ปารีเซียง และ เร้ด อาร์มี่ ก่อนที่สัญญาณมือจะชี้ไปที่จุดโทษ คิดดูถ้าไม่มี VAR แมนฯ ยูไนเต็ด คงตกรอบไปแล้ว


ดราม่ามาถึงจุดแตกหักกับจังหวะสับไกของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ผ่านมือ จานลุยจิ บุฟฟ่อน พร้อมเสียงเชียร์จากสาวกชาว ' แม๊งค์' ที่ตามไปให้กำลังใจถึงเมืองหลวงฝรั่งเศส


แม้สภาพทีมจะไม่เต็มที่ แต่สภาพจิตใจกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น หนึ่งในคนที่ต้องกล่าวชมคือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่กระตุ้นนักเตะทั้งหน้าและหลังฉาก ถึงจะไม่มีใครเชื่อฝีเท้าของพวกเขา แต่บรรดานักเตะและทีมงานกลับมีพร้อมไปด้วยความเชื่อและเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด


สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ไม่มีในโลกฟุตบอล และหากคุณมีความเชื่อมั่นถึงจะเป็นรองมากเพียงใด แต่ถ้าจิตใจไม่อ่อนตามไปด้วย โอกาสย่อมเปิดกว้างเสมอ




นั่นคือความเชื่อที่ โซลชา ส่งต่อไปยังทุกคนในทีม แม้คนภายนอกจะไม่เชื่อ แต่แข้งผีแดงลงสนามด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น และพร้อมสู้เพื่อตราอสูรแดง


สิ่งที่ได้เห็นจากนัดที่ผ่านมาคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากยุคสมัยที่รุ่งเรือง ได้ฟื้นคืนความทรงจำของแฟนบอล ทีมที่ตายยาก ไม่ยอมแพ้ 

แม้ว่าจะเสียเปรียบแบบเต็มประตู หรือถูกมองว่าเป็นรองชนิดที่สู้ไม่ได้ แต่เมื่อลงสนามไปก็มี 11 คนเท่ากัน และสิ่งที่ ปีศาจแดง เติมเต็มลงไปแทนที่คือ "จิตใจ"


จากภารกิจที่ไม่มีทางเป็นไปได้ ... ถูกแปรเปลี่ยนเป็นภารกิจที่เป็นไปได้ และกลายเป็นหนึ่งในเกมแห่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลยุโรป


จากแสงสว่างที่ริบหรี่ แต่ด้วยความพยายามและจิตใจที่ไม่ยอมแพ้จึงเป็นตัวนำในการเปิดเส้นทางสู่รอบต่อไปให้ถูกเปิดออก และกำลังจะทอดยาวต่อไปหลังจากนี้







มันทำให้เราได้เรียนรู้อีกอย่างว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นแค่ไหน แต่มันสามารถสำเร็จได้ หากว่าเรายังมีความเชื่อ...







-แมนคูเนี่ยน-