Premier League
2018/2019

ข่าวฟุตบอลล่าสุด

คุณค่าที่โมดริชคู่ควร

news-header


 ในที่สุดรางวัลบัลลง ดอร์ 2018 ก็ตกเป็นของ ลูก้า โมดริช มิดฟิลด์ชาวโครแอต ไปตามความคาดหมาย ไม่พลิกโผจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้


 ก่อนหน้านี้ที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ มีข่าวออกมาล่วงหน้า 1 สัปดาห์แล้วว่าจอมทัพโครเอเชียจะได้รางวัลนี้ไปครอง ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปตามคาดการณ์ของส่วนใหญ่ หลังก่อนหน้านี้เจ้าตัวชิงรางวัล "THE BEST" จากฟีฟ่า มาครองได้แล้ว


ลูก้า โมดริช วัย 33 ปี สร้างผลงานได้ยอดเยี่ยม ด้วยการพาต้นสังกัดเรอัล มาดริด คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และต่อยอดด้วยการเป็นส่วนสำคัญพาทีมชาติโครเอเชียม้ามืด ตะลุยดงแข้งชาติดังๆ ไปถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2018 ที่ รัสเซีย ก่อนพ่ายแพ้ให้กับ ฝรั่งเศส




การที่ โครเอชีย ได้แค่รองแชมป์โลก แต่เป็นฝรั่งเศส ด้วยเหตุนี้ จึงค่อนข้างมีประเด็นไม่น้อย โดยเริ่มมีกระแสวิจารณ์กันมาถึงความเหมาะสม

ตั้งแต่  "THE BEST" แล้ว เมื่อสตาร์ดังของ "ทัพ เล เบลอส์" ดีกรีแชมป์โลกต่างหลุดโผไม่ติด 1 ใน 3 โดยเฉพาะรายของ อองตวน กรีซมันน์ แต่กลายเป็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่เข้าป้ายเป็นอันดับที่ 2 และ 3 แทน


เมื่อ บัลลง ดอร์ ถูกประกาศออกมาเมื่อคืนวันจันทร์ และตัวเต็งอย่าง โมดริช ได้ครอบครองไป โดยได้คะแนนจากนักข่าวที่เทเสียงโหวตให้ถึง 753 คะแนน ทิ้งห่างผู้ที่ได้อันดับสองอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ได้ 473 คะแนน ถึง 277 คะแนน แบบไม่เห็นฝุ่น ก็ย่อมหลีกเลี่ยงคำวิจารณ์ถึงความเหมาะสมไม่ได้ แม้ครั้งนี้ กรีซมันน์ จะมีชื่อติดอันดับ 3 ก็ตามที


ถือว่าว่า โมดริช เหมาะสมกับ "บัลลง ดอร์" แล้วนะครับ ทั้งฟอร์มส่วนตัว และความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม กับสโมสร เรอัล มาดริด ถือได้ว่ามิดฟิลด์โครแอต เป็นฟันเฟืองสำคัญที่คอยขับเคลื่อนให้ทีมก้าวทะลุไปถึงตำแหน่งเจ้ายุโรป มีหลายเกมที่เขาเล่นได้โดดเด่น และฟอร์มพีคมาก



ส่วนฟุตบอลโลกซึ่งเป็นทัวร์นาเมนท์ลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นรายการที่คณะกรรมการเทให้น้ำหนักมากที่สุด และมันก็ชัดเจนว่า โมดริช คือกัปตันทีมชาติโครแอต ที่โชว์ฟอร์มโดดเด่นและถูกกล่าวถึงตลอดในเวิลด์ คัพ รัสเซียนี้ อันเนื่องมาจากฟอร์มที่ทำให้ โครเอเชีย หักปากกาเซียนเอาชนะชาติดังๆ ทั้ง อาร์เจนติน่า , เจ้าภาพ รัสเซีย และ อังกฤษ ในรอบรองฯ


ส่วน กรีซมันน์ นั้น ว่าไปก็น่าเห็นใจไม่น้อย เพราะเจ้าตัวมีดีกรีเป็นถึงแชมป์โลก และพ่วงด้วยแชมป์ยูโรป้า ลีก อีก 1 รายการ แต่กลับพลาดรางวัลสำคัญนี้ไป มองที่ความสำเร็จ แน่นอนว่า กรีซมันน์ ได้แชมป์ "ใหญ่กว่า" โมดริช แต่ในแง่ส่วนตัวแล้ว ในเวทีฟุตบอลโลกที่ รัสเซีย หัวหอกแอต.มาดริด กลับดูไม่โดดเด่นเท่าไหร่


จะว่าไปแล้ว ฝรั่งเศส ทั้งทีมก็ไม่มีใครโดดเด่นทะลุขึ้นมาเลย พวกเขาดูจะเด่นที่แท็คติกการเล่น และความเขี้ยวในการรับมือกับคู่ต่อสู้ในแต่ละเกมมากกว่า 


ถือเป็นการหยุด 10 ปี ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ ที่สองยอดมนุษย์ผลัดกันครองลูกบอลทองคำไปคนละ 5 สมัย 

โดยมนุษย์คนสุดท้ายที่ได้รางวัลนี้ที่ไม่ใช่ทั้งโรนัลโด้ และ เมสซี่ คือ ริคาร์โด้ กาก้า จอมทัพเอซี มิลาน ที่ได้ในปี 2007




แต่กระนั้นทั้งคู่ก็ยังได้รับการยกย่องว่าให้นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกอีกทั้งความสำเร็จและบารมีที่สะสมมาก็ยังมากมายยิ่งใหญ่ ทั้ง โรนัลโด้ และ เมสซี่ ต่างผลัดกันครอบครอง บัลลงดอร์ มาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีพื้นฐานจากความสำเร็จในระดับสโมสรเสียเป็นส่วนใหญ่


การครอบครองบัลลง ดอร์ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับชั่วระยะนึงที่รางวัลนี้โดน ฟีฟ่า ควบรวมและทำการเปลี่ยนแปลงเรื่องคณะกรรมการตัดสินที่ไปดึงเอากัปตันทีม และเทรนเนอร์ทีมชาติทั่วโลกมาร่วมลงคะแนนโหวต จึงทำให้ บางปีที่ "ใครคนอื่น" สมควรได้ แต่ เมสซี่ กับ โรนัลโด้ ก็ยังชิงไปได้อีก


อย่างเช่นในปี 2010 บัลลง ดอร์ มันก็ควรจะเป็น เวสลี่ย์ ชไนเดอร์, ปี 2012 ควรเป็น อันเดรส อิเนียสต้า หรือ ปี 2013 ที่ควรเป็น ฟร็องก์ ริเบรี่


ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพของ บัลลงดอร์ และการตัดสินผู้คว้ารางวัลในช่วงเวลานั้น ได้ตีเส้นมาตรฐานของการตัดสินขึ้นใหม่ ให้น้ำหนักกับถ้วยแชมป์

และความสำเร็จน้อยลงการเล่นที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันทีมก็ถูกให้ค่าลดลง




และส่วนใหญ่หันไปให้ความสำคัญกับจำนวนประตู และสถิติต่างๆที่นักเตะทำได้ โดยให้ถือว่า "นี่คือรางวัลส่วนตัว"

กระนั้น ในคำว่า "รางวัลส่วนตัว" มันเพิ่งจะเกิดขึ้นและเด่นชัดก็ในยุคที่ ฟีฟ่า ครอบ บัลลงดอร์ นี้เอง เพราะก่อนหน้านั้นที่มีการส่งมอบ "เจ้าลูกบอลทองคำ" นี้มา ใครยิงมาก ยิงน้อย ใครได้แชมป์กี่แชมป์ โดยมาตรฐานถือว่าถูกนำมาคิดรวมหมดในสัดส่วนที่เท่าๆกัน


และรวมไปถึงอีกหนึ่ง "คุณสมบัติสำคัญ" อีกอย่างนั่นคือ "บทบาท"


บัลลงดอร์ ในแบบฉบับของนักข่าวค่อนข้างให้น้ำหนักกับตรงนี้มาก แน่นอนว่า "แชมป์โลก" นั้นไม่ใช่ใครก็คว้ามาครองได้


มันเป็นรางวัลความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของนักฟุตบอลซึ่งสงวนไว้สำหรับแข้งที่ถึงพร้อมทั้งตัวเอง, โค้ช และเพื่อนร่วมทีมจริงๆ


แต่เมื่อสิ้นเสียงนกหวีด..ใครล่ะที่มีบทบาทและโดดเด่นที่สุด ? ใครล่ะมีส่วนสำคัญที่สุดที่ช่วยให้ทีมประสบความสําเร็จ ?


ตรงนี้ต่างหากล่ะที่เป็นมุมมองสำคัญที่ "นักข่าว" มอง นอกเหนือไปจากคุณสมบัติมาตรฐานอื่นๆที่พึงมี


ทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงกลั่นกรองออกมาเป็น บัลลงดอร์ 2018 ของ ลูก้า โมดริช ผู้ซึ่งไม่ได้ยิงประตูถล่มทลายแบบโรนัลโด้ และเมสซี่ ผู้ซึ่งไม่ได้ครองครองแชมป์โลกแบบ กรีซมันน์







หากแต่เป็นผู้ซึ่งถึงพร้อม และคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ มีส่วนสำคัญ และโดดเด่นในบทบาทของตัวเอง จนพาทีมประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับ บัลลงดอร์ นี้จึงเหมาะสมกับเขาทุกประการ.. 








-แมนคูเนี่ยน-