Premier League
2018/2019

ข่าวฟุตบอลล่าสุด

ก้าวข้ามจริงหรือ

news-header


ทีมช้างศึกไทยต้องอกหักในการเข้าชิงชนะเลิศในฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซุกิคัพ หลังทำได้เพียงแค่เสมอ 2-2 ต่อมาเลเซีย และเป็นฝ่ายที่ต้องตกรอบไปตามกฎอเวย์โกลประตูทีมเยือน


วินาทีสุดท้ายก่อนจะจบเกมทีมชาติไทยมาได้จุดโทษสำคัญจากการทำแฮนด์บอลของผู้เล่นมาเลเซีย และผู้ที่รับหน้าที่เพชฒฆาตสังหารจุดโทษนี้คือ อดิศักดิ์ ไกรษร และท่ามกลางความกดดันแฟนบอลในสนาม รวมถึงกองเชียร์ชาวไทยทั้งประเทศ 

ต่างลุ้นใจเต้นรัวๆกับการยิงจุดโทษสำคัญนี้ แต่เจ้ากอล์ฟ ดันเกิดความลังเลระหว่างจะเงื้องเท้าไปยิงลูกฟุตบอล ตัดสินใจไม่เด็ดขาด จึงซัดบอลข้ามคานไปแบบไม่ได้ลุ้นเลย


และความเงียบในสนามก็เข้าครบงำโดยทันที ผลเสมอไม่ดีพอให้พวกเขาได้ “ไปต่อ” และหยุดตัวเองไว้เพียงรอบตัดเชือก หมดโอกาสเข้าไปป้องกันแชมป์สมัยที่ 3 ติดต่อกัน




จากเสียงตัดพ้อ ความเศร้า คราบน้ำตา ถูกบอกผ่านสีหน้า แววตา และข้อความบนเฟซบุ๊ก แต่ในขณะเดียวกันอีกมุมหนึ่งของแฟนลูกหนัง เสียงก่นด่า ถากถาง เยาะเย้ย ต่างลอยมาไม่แพ้กัน


มันเกิดขึ้นมาตลอดตั้งแต้นัดแรกๆ ที่ทีมชาติไทยลงเล่น หลายคนจึงเห็นว่าวิธีการที่ มิโลวาน ราเยวัช กุนซือทีมชาติไทยติดตั้งให้กับลูกทีมนั้น 

เป็นวิธีการเล่นที่ล้าหลังและน่าเบื่อ ทีมช้างศึกเล่นเกมรับเป็นหลักแล้วพยายามสวนกลับ เร็วด้วยการทิ้งบอลยาวไปวัดดวงเอาข้างหน้า โดยไม่เว้นแม้แต่เจอคู่แข่งที่ศักยภาพผู้เล่นต่ำกว่าในบ้านตัวเอง นี่หรือวิธีการเล่นที่จะช่วยให้เราก้าวข้าม ??


นอกจากจะก้าวไม่ข้ามแล้ว ยังเสียหลักตกลงไปในบ่อโคลนอีกต่างหาก


เข้าใจได้ว่าสไตล์การทำทีมของช้างศึกโดย มิโลวาน ราเยวัช เน้นรัดกุมและระมัดระวัง โดยขอไม่แพ้เอาไว้ก่อน แต่ว่าเมื่อเจอกับคู่แข่งที่ไม่ได้เหนือกว่ามาก ก็ไม่จำเป็นจะต้องเน้นรับแบบรสบัสขนาดนี้ก็ได้ นี่เจอมาเลเซียนะ ไมได้เจออย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรืออิหร่าน ทีมบิ๊กๆระดับเอเชียสักหน่อย




อีกอย่างจากผลนัดแรกที่เสมอ 0-0 ที่บูกิต จาริล มันจำเป็นที่นัดที่สองได้กลับมาเล่นในบ้านนั่นจำเป็นต้องเอาชนะให้ได้เท่านั้น แต่แทนที่จะวางแผนการเล่นให้เข้ากับสถานการณ์ราเยวัช ก็ยังคงยึดมั่นในแผนของตัวเอง ไม่มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้รู้สึกว่า ต้องบุกเพื่อชนะเลย


สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับอย่างจริงจังคือ สองนัดที่พบ มาเลเซีย “ฟุตบอล” ของทีมชาติไทยแพ้ทัพเสือเหลืองอย่างสิ้นเชิง เกมรุกไม่เฉียบ 

การเข้าทำขาดๆเกินๆ ขณะเกมรับประหนึ่ง " รถบัส" ที่ใช้ชูโรงในหนนี้ ก็ยังเว้าแหว่งมีข้อผิดพลาดให้เห็นตั้งแต่รอบแรก


รูปแบบแท็คติกที่ มิโลวาน ราเยวัช ซื้อมาใส่ในทัวร์นาเมนต์นี้ยัง "ไม่ดีพอ"ทั้งความสวยงาม ผลลัพธ์ และ เมื่อมันล้มเหลวก็ต้องรับให้ได้กับ "เสียงวิจารณ์" ที่ตามมาให้ได้




คำถามต่อมาคือ ราเยวัช สมควรรับผิดชอบผลงาน ด้วยการตะเพิดตัวเองออกจากเก้าอี้หรือไม่ ?


คำตอบคือ "น่าจะไม่"เหตุผลเพราะ สมาคมฟุตบอลฯ แจงไว้ตั้งแต่ไก่โห่แล้วว่า การสอบภาคสนามจริง ราเยวัช อยู่ที่รายการ "เอเชียนคัพ"


หาก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ หนนี้คือการ "ทดลองเกมรับ"( ที่ไม่ผานอย่างแรง) ฉะนั้น ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียที่กำลังจะผายมารับไม่นานนี้ คือตัวชี้วัดที่แท้จริงว่า ราเยวัช จะแก้สมการลูกหนังกองโตนี้ออกมาเช่นไร


ส่วนศัตรูร่วมสายอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เจ้าภาพ), อินเดีย และ บาห์เรน เองดูไม่หนักหนาสาหัสเท่าสายอื่น รวมถึงกฎกติกาการเข้ารอบ 

ที่ให้อันดับ 1 และ 2 รวมถึง อันดับ 3 ที่ดีสุด 4 ชาติ ได้ไปต่อ จึงเป็นโอกาสดีงามสำหรับทีมชาติไทย สำหรับการสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบเป็นหนแรก


ยังไม่นับรวมถึงการได้ 4 ผู้เล่นหลักอย่าง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, ธีราทร บุญมาทัน, ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ ธีรศิลป์ แดงดา กลับมาคัมแบ็กด้วย


แต่ก็นั่นแหละ การหกล้มบนหน้าผาอาเซียน ครั้งล่าสุด อาจทำให้ตัว ราเยวัช และนักเตะเองหันมาทบทวนตัวเองขนานใหญ่ หลังเกิดอุบัติเหตุลูกหนัง ว่าจะทำเช่นไรให้ "ช้างศึก" พร้อมที่สุด ก่อนเดินเข้าสู่กำแพงระดับ เอเชีย ในต้นปีหน้า


ทรงบอลรับลึก แท็คติก รูปแบบการเล่นชวนน่าเบื่อ จะยังคงอยู่เหมือนเดิม หรือจะถูกดัดแปลงเปลี่ยนเป็นอื่น ราเยวัช สามารถเนรมิตได้อย่างเต็มที่


เอเชียนคัพหนนี้จึงแทบไม่ต่างจากการ "เดิมพัน"ครั้งใหญ่ของ สมาคมฟุตบอลฯ รวมถึงตัว มิโลวาน ราเยวัช ซึ่งหากออกมาล้มเหลว (ตกรอบแรก) คงไม่ต้องมีคำเอื้อนเอ่ยใดๆอีก คง "หมดเวลา" สำหรับ ราเยวัช อย่างแท้จริง






แต่หากทำได้ดี ผ่านเข้าไปถึงรอบลึก เชื่อว่าแฟนบอลเองจะลืมภาพจำที่ไม่น่าจดจำในอาเซียนคัพ และเปลี่ยนจากความเศร้าเป็นการเสก "รอยยิ้ม" เปื้อนหน้าแฟนบอลชาวไทยได้







-แมนคูเนี่ยน-